My default image THE GARAGE : ดิบ และ เท่ อย่างมีสไตล์ Garage Life ของ ชญานิน เทพาคำ – garagelifethailand.com

THE GARAGE : ดิบ และ เท่ อย่างมีสไตล์ Garage Life ของ ชญานิน เทพาคำ

ดิบ และ เท่ อย่างมีสไตล์ Garage Life ของ ชญานิน เทพาคำ
เมื่อเอ่ยถึง ชญานิน เทพาคำ ทายาทรุ่นที่ 4แห่งบุญรอดบริวเวอรี่ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์คอร์เปอเรชั่น จำกัด คนส่วนใหญ่จะนึกถึงนักธุรกิจหนุ่มมากความสามารถ ผู้ผ่านประสบการณ์การทำงานมาหลากหลาย แต่ถ้าเป็นผู้ที่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมจนถึงขั้นเรียกเขาว่า “หนู” หรือ “พี่หนู”สุดแท้แต่ลำดับความอาวุโส ภาพชายหนุ่มอารมณ์ดีผู้หลงใหลในพาหนะที่เรียกว่า “รถ” จนเรียกได้ว่าคลั่งไคล้ จะฉายในความคิดอย่างแจ่มชัดชญานินเล่าให้ฟังว่า

ชีวิตของเขานั้นผูกพันกับรถมาตั้งแต่เด็กๆ“คุณพ่อและคุณแม่ของผม (พล.ท.อัศวิน และท่านผู้หญิงสุวรี เทพาคำ) ถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถทั้งคู่ ดังนั้นตอนเด็กผมจึงอยู่บ้านกับคนที่บ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วที่บ้านผมนี่จะมีรถเก่าๆอยู่คันหนึ่ง เป็นรถใช้งาน ตัวผมเองไม่รู้จะเล่นอะไรจึงเล่นรถคันนั้น ตอนนั้นอายุประมาณ11-12 ปีเห็นจะได้ คำว่า “เล่น” ในความหมายของผมคือ เวลาที่มีคนมาซ่อมรถ ผมก็เข้าไปช่วยซ่อมด้วย แล้วตอนเด็กๆ นี่ผมเป็นคนที่เรียกว่า “หมกมุ่น” ก็ว่าได้ จะทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ เริ่มจากไปรื้อเครื่องที่ช่างเขาซ่อมเสร็จแล้วกับลุงเนี้ยวคนสวนที่บ้าน รื้อไป รื้อมาจนสามารถทำได้สำเร็จ ก็รู้สึกภูมิใจ และรู้สึกว่าเราชอบพวกเครื่องยนต์จริงๆ เลยทำให้เริ่มสนใจรถยนต์มาตั้งแต่บัดนั้น

garage_life_vol1_the_garage02_002

“สำหรับรถที่เริ่มต้นซ่อมเองคือ “เฟียต 124s”แรกๆ ผมก็เข้าไปช่วยช่างเขาซ่อม พอช่วยไปช่วยมา ก็เริ่มอยากทำเอง แต่พอทำเองแล้วมันไม่ได้อย่างใจ เลยรู้สึกว่าเราต้องเรียนรู้ให้มากขึ้น ต่อมา คุณน้าคือ “คุณสันติ ภิรมย์ภักดี” ท่านชวนไปขี่มอเตอร์ไซค์ พอดีช่วงนั้นมีที่อยู่ที่เชียงรายก็เลยไปขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบาก เข้าป่า เลยสนใจเรื่องมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาอีก ขี่มอเตอร์ไซค์ได้สักพักก็ไปขับโก-คาร์ท มันก็สนุกดีนะ แต่ผมคงไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้ เพราะต้องซ้อมเยอะมากผลการแข่งถึงจะออกมาดี

ขณะที่น้องชายคือ“คุณต๊อด” ปิติ ภิรมย์ภักดี ซึ่งสมัยนั้นยังเด็กมากกลับทำได้ดีแม้จะเพิ่งเริ่มขับ นั่นคือเขามีพรสวรรค์ อย่างผมมันเป็นพรแสวง คือต้องพยายามฝึกฝนตัวเอง แต่ผมก็มีความสุขกับมันนะ“ต่อมาก็เริ่มเปลี่ยนสายไปสนใจทางฝุ่น ไปขับแรลลี่อะไรพวกนั้น ซึ่งคุณสันติให้การสนับสนุนทีมแข่งอยู่แล้ว ก็ไปเอารถของทีมมาขับ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรียนหนังสืออยู่ที่อังกฤษ ก็เลยต้องไปๆมาๆ อยู่อังกฤษผมก็เรียนเต็มที่ พอกลับมาก็มาสนุกกับการขับรถที่เราชอบ“ต้องบอกว่า สมัยก่อนผมใช้ชีวิตอยู่กับบ้านกับโรงรถเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นความรู้สึกผูกพันกับสิ่งเหล่านี้ถือว่ายาวนาน คือเริ่มต้นตั้งแต่วัยประมาณ 10 ปีต้นๆ”

เมื่อเราถามถึงรถในดวงใจก็ได้รับคำตอบพร้อมรอยยิ้มว่า“ผมเองไม่ได้สนใจว่า รถจะเป็นยี่ห้ออะไร เพียงแต่ว่า อะไรที่เรามี เราก็เล่นสมัยกอ่น ก็เล่นอยู่กับเฟียตที่มีอยู่ในบ้าน ตอนเด็กๆ ยังไม่มีใบขับขี่ผมก็ขับเล่นในบ้าน มีแอบออกไปข้างนอกบ้างเป็นครั้งคราว จนกระทั่งอายุ 17 ปี ตอนนั้นเรียนอยู่ที่อังกฤษ ก็ทำใบขับขี่และซื้อรถคันแรก เป็นรถมินิเก่าๆ ราคา 400 ปอนด์ รถคันนี้จะมัลติคัลเลอร์มากๆ เพราะมันผุทั้งคัน ผมก็มาปะผุเอง ซื้อสีสเปรย์มาพ่นแล้วก็ใช้งาน ทำให้เกิดความผูกพันกับรถมินิ เพราะเป็นรถคันแรกที่ซื้อและทำทั้งหมดด้วยตัวเอง“ในสายตาผม รถมินิเป็นรถที่น่ารัก สำหรับในเรื่องของเพอร์ฟอร์แมนซ์ในยุคนั้น มันก็เป็นรถที่ขับดี ก็เลยมีความรู้สึกว่ามินิเป็นรถที่เราชอบแต่ความฝันในสมัยนั้น รถที่ผมชอบมากที่สุดก็คือ ปอร์เช่ 911 คิดเอาไว้ว่าถ้ามีเงินเมื่อไร ผมจะต้องเป็นเจ้าของรถปอร์เช่ 911 ให้ได้“

garage_life_vol1_the_garage02_003

ความชื่นชอบปอร์เช่ ทำให้ผมเริ่มซื้อหนังสืออย่าง Porsche World Magazine เล่มแรกๆ 30 ให้ผมเอาไปใช้ได้ แต่ใช้เสร็จต้องเอามาคืน ข้อสำคัญ คุณสันติกำชับว่า “ต้องทำให้มันดีนะ”ฉะนั้นผมก็เอารถคันนี้ไปตามอู่ต่างๆ เอาไปทำให้มันดีตามที่สัญญาไว้ผมมุ่งมั่นกับรถคันนี้มาก กลับมาจากอังกฤษปุ๊บก็จะต้องมาขับรถคันนี้ ช่วงนั้นร้อนก็ร้อน รถก็เก่า เครื่องก็ไม่ค่อยสมบูรณ์ ขับไปที่ไหนก็ตายที่นั่น เป็นที่กล่าวขานในหมู่เพื่อนๆ ของผมทุกคนว่า ไปไหนอย่าไปกับชญานิน เพราะต้องเข็นรถอย่างเดียว นั่นเป็นช่วงแรกๆ แต่ความภูมิใจคือมันเป็นรถ “ปอร์เช่” เรารู้สึกเอ็นจอยกับการขับมากกว่าการที่จะต้องไปโชว์ใคร ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการขับรถถ่ายรูปเล่นกันบนหลังคาสปอร์ต คลับ ช่วงนั้นเป็นช่วงวัยของเด็กที่กำลังเติบโตทั่วไป ไม่ได้มีความคิดเรื่องโรงรถอะไรมากนักแค่คิดว่าเราอยากได้คันไหน ก็พยายามเดินไปถึงจุดนั้นให้ได้อย่างผมมีความตั้งใจว่าจะต้องมี “ปอร์เช่ 911เทอร์โบ” และ “911 เทอร์โบ ที่เป็น รูฟ (RUF)”ให้ได้ เรื่องรถอื่นๆ เราก็ไม่ได้สนใจ ผมยืมรถตั้งแต่ปี 1985 มาอ่าน สมัยนั้น ปอร์เช่ 911ที่เจ๋งที่สุดก็ต้องเป็น 911 เทอร์โบ ถ้าให้เจ๋งกว่านั้นก็ต้องเป็น “รูฟ” (RUF) ก็เลยเริ่มรู้จัก“รูฟ” ตั้งแต่สมัยนั้น

พอกลับมาเมืองไทยก็มาเล็งโรงรถของคุณน้าเนื่องจากว่ามันมีปอร์เช่อยู่คันหนึ่งซึ่งเขาไม่ค่อยได้ใช้สักเท่าไร ก็เลยเลียบๆ เคียงๆ จนกระทั่งวันหนึ่งคุณสันติกับคุณอรุณีไปที่อังกฤษ ผมก็ขับรถมินิของผมไปรับที่สนามบิน โดยมีคุณสันตินั่งข้างหลังและคุณอรุณีนั่งข้างหน้า พอไปถึงร้านอาหารคุณอรุณีลงจากรถก็มองไปที่กระโปรงของตัวเองแล้วถามว่าทำไมกระโปรงฉันถึงเป็นแบบนี้ คือว่าตอนนั้นฝนมันตก พื้นรถมันผุ น้ำก็เลยกระเด็นเข้ามาในรถ คุณสันติบอกว่า ไม่ไหวนะ รถแบบนี้มันอันตราย เดี๋ยวกลับไปเอาเงินไปซื้อรถไว้ใช้สักคันหนึ่งแล้วกันพอกลับมาเมืองไทยผมบอกคุณสันติว่า ผมขอไม่เอาเงินไปซื้อรถที่อังกฤษ แต่ขอรถปอร์เช่ที่อยู่ในโรงรถแทนได้ไหมครับ มันเป็นปอร์เช่ 911เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร เปิดประทุน คุณสันติบอกให้ปอร์เช่ของคุณสันติมาใช้จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณสันติบอกยกให้ พอยกให้เสร็จผมใช้อยู่ตั้งนานด้วยความภาคภูมิใจ

จนวันหนึ่งผมขออนุญาตคุณสันติว่า ผมขอขายเพื่อไปซื้อรถใหม่วันนั้นผมก็ขายแล้วเอาเงินไปซื้อปอร์เช่ 911เทอร์โบเน่าๆ มาคันหนึ่ง แล้วค่อยๆ ทำ ค่อยๆศึกษา พอดีช่วงนั้นมันไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่องเพราะว่ายังศึกษาอยู่ต่างประเทศ คือกลับมาทีก็ทำที ตอนอยู่ต่างประเทศก็เก็บเงินซื้ออะไหล่พอกลับมาก็มาทำ รถคันนี้กว่าจะวิ่งได้จริงๆผมใช้เวลาไปเกือบ 5-6 ปี นับว่าเป็นคันที่อยู่กับผมนานที่สุดคันหนึ่งตอนที่อยู่อังกฤษผมก็ใช้มินิจนกระทั่งมันหมดสภาพที่จะสามารถใช้งานได้ ก็ขยับตัวเองขึ้นจากรถคันละ 400 ปอนด์ มาเป็นคันละ1,500 ปอนด์ เป็นแลนเซีย เดลต้า จนกระทั่งเรียนใกล้จะจบแล้ว คุณสันติก็เลยถามว่า จะเอารถอะไรกลับมา ผมเลยขอรถเบนซ์ 190 อีราคาเกือบ 10,000 ปอนด์ ซึ่งสมัยนั้นเป็นรถยอดนิยมในเมืองไทย ซื้อเสร็จก็รอจนเรียนจบค่อยเอากลับมา ตอนนั้น Mosselman Turboมันดังมาก เราเครื่อง 2 ลิตร ใส่ Mosselmanภูมิใจมาก ขับได้ดีกว่าเครื่อง 2.5 ลิตร 16 วาล์วแล้วยังเป็นเกียร์ออโต้ด้วยผมกลับมาในปี 1991 ก็มาให้ความสนใจกับปอร์เช่ 911 เทอร์โบอย่างจริงๆ จังๆ

ช่วงนั้นเริ่มแข่งรถด้วยเลยได้มาเจอ “พี่แมน” วราวุธ มานิตย์หรือที่คนในวงการแข่งรถรู้จักกันดีในชื่อ “แมนมานิตย์” ซึ่งพี่แมนก็รูฟ (RUF) ขึ้นสมองเหมือนกันตอนนั้นคุณสันติมี 911 เทอร์โบ รูฟ (RUF) แท้ๆอยู่หนึ่งคัน แต่เป็นพวงมาลัยซ้าย ผมก็ได้แต่ลักจำอย่างเดียว ก๊อบปี้ทุกอย่าง โอเค รถรูฟออกจาก โรงงานมาต้องเป็นแบบนี้ ช่วงล่างอย่างนี้ ก็หาซื้อของมาแต่งจนเหมือนรถของคุณสันติ แต่ของผมจะค่อยๆ ทยอยซื้อ ซื้อของเก่าบ้าง อะไหล่บ้าง ก่อนเรียนจบ ผมถึงกับบินไปเยอรมันเพื่อซื้อเครื่องยนต์จากรูฟแต่เขาปฏิเสธไม่ยอมขายให้ผม วันหนึ่งผมไปเดินเซียงกงเจอเครื่อง 3.3BTR วางขายอยู่ ผมดีใจเป็นที่สุด ราคาตอนนั้นอยู่ที่ 370,000 บาท ในสมัยนู้นมันแพงมากๆ ผมก็แบบกัดฟันเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์แล้วไปซื้อเครื่องตัวนี้มาตั้งอยู่ที่บ้าน แล้วก็พยายามที่จะทำให้รถของผมเนี่ยเป็นเทอร์โบ BTR ให้ได้ ก็ทำอยู่นานเหมือนกัน ทำเสร็จกลับวิ่งไม่ดี คือเครื่องช่วงล่างมันไม่ได้ ก็ต้องไปไล่ช่วงล่างใหม่หมด เผอิญคุณสันติสนิทกับอานุที่อู่วิกรม คุณสันติเลยให้อานุช่วยเอารถผมไปขึ้นจิ๊ก ว่าทำไมรถผมวิ่งไม่ได้ดีสักที พอเอาไปขึ้นถึงรู้ว่ารถผมมันเคยชนมาก่อน เพราะว่าตัวถังมันเบี้ยวอยู่วันนั้นอานุขึ้นจิ๊กให้ฟรี ดึงตัวถังจนได้ มันก็เริ่มวิ่งดีขึ้น รถคันนั้นผมก็เก็บไว้อีกนานหลังเรียนจบผมไปทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์อยู่ 2 ปี ก็ออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ควบคู่กับทำงานที่ศรีวิกรม์ กรุ๊ปในอดีต

garage_life_vol1_the_garage02_001

เนื่องจากผมไปเจอ “พี่เอ”พิมล ศรีวิกรม์ เขาเป็นคนบ้ามอเตอร์ไซค์เข้าสายเลือด อีกคนคือ “พี่เปี๊ยก” ตรีดนัย สิกวานิช แล้วก็ผม เรารวมตัวกันขี่ฮารเลย์-เดวิดสัน 3 คัน 5 คัน6 คัน ไปเรื่อยๆ จนตั้งเป็นชมรม ชื่อ อิมมอร์เทิล(Immortal) พี่เอเป็นประธานคนที่ 1 ผมเป็นประธานคนที่ 2 ถึงวันนี้ก็เกือบ 20 ปี ซึ่งหลายคนก็คงรู้จักว่า อิมมอร์เทิลก็ยังคงเป็นอิมมอร์เทิลอยู่ ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นอมตะอยู่ หลังจากที่ตั้งชมรมได้สักพักพี่เอก็บอกว่า เราจะต้องเป็นดีลเลอร์ฮาร์เลย์ให้ได้ ผมก็ถามว่าเราต้องทำยังไงบ้าง ความที่คอนเน็กชั่นต่างประเทศเขาเยอะมาก ทำให้ทราบว่าจะมีผู้บริหารมาที่สิงคโปร์ เราก็หาข้อมูลว่าเขาจะพักที่ไหน แล้วบินไป จากนั้นก็หย่อนจดหมายเข้าใต้ประตูห้องเขาไว้ คือเราทำทุกอย่างที่จะทำให้เขาเห็นว่าเรามีความตั้งใจ ใช้เวลาประมาณ 3 ปี จนในที่สุดก็ได้เซ็นสัญญาสมใจ เนื่องจากความเป็นกลุ่มเป็นก้อนที่เรามีและเป็นช่วงจังหวะที่ฮาร์เลย์เขาอยากได้คนที่เป็นคนขี่จริงๆ ไม่ใช่นักธุรกิจที่เข้ามาลงทุน

พอได้เป็นตัวแทนแล้ว ผมก็ได้รับความกรุณาจากคุณปราจิน เอี่ยมลำเนาเป็นผู้สนับสนุนให้บูธเล็กๆ บูธหนึ่งในงานมอเตอร์โชว์ก็เริ่มต้นจากจุดนั้น จนภายหลังขยายมาเป็นบูธใหญ่ข้าง “คุณปิติ มโนมัยพิบูลย์” สมัยที่ทำคาวาซากิเราก็เริ่มสร้างธุรกิจของเรามา ช่วงนั้น ถ้าถามว่า ชีวิตมีความสุขมากไหม ต้องบอกว่า มีความสุขมาก แต่ถามว่าลำบากมากไหม มันก็ลำบากมากเหมอืนกัน เพราะว่าเราก็ประสบปัญหาหลายอย่างในการประกอธุรกิจ จนคุณวุฒา ภิรมย์ภักดี เข้ามาชวนว่า ถึงเวลาที่ต้องเข้ามาทำงานบุญรอดฯ ได้แล้วผมก็ เลยขอเรีนหนังสือก่อน เพราะจบปริญญาตรีมาตั้งนานแล้ว ถ้าจะเข้าไปทำงานในบริษัทครอบครัวก็ขอมีปริญญาโทสักหน่อย โดยผมไปเรียนที่สถาบันศศินทร์ สาขามาสเตอร์แมเนจเมนต์ช่วงที่เรียนปริญญาโทนี้ เป็นช่วงที่กลับมาบ้ารถได้อย่างเต็มที่ เพราะเรากลับมาอยู่ที่บ้าน ญาติพี่น้องทุกคนก็บ้าสิ่งที่มีล้อด้วยกันทั้งสิ้น ก็เลยเริ่มกลับมาแข่งรถ เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขอีกรูปแบบหนึ่ง ผมกลับเข้ามาแข่งขันทั้งแรลลี่ ทั้งทางเรียบ

พอเรียนจบมาทำงานที่บุญรอดฯ ก็เริ่มกลับมาสนใจรถอย่างจริงจังอีกครั้ง วันหนึ่งน้องผม ลูกชายคุณ วุฒาเขาจะเปลี่ยนปอร์เช่จากรุ่น “993 เทอร์โบ” เป็น“996 GT3” เวอร์ชั่นแรก เราก็เลยขอซื้อต่อ ก็คุยกับคุณวุฒาว่า ผมไม่มีเงินนะ แต่ผมมีมิตซูบิชิ “อีโว 6”อยู่ เดี๋ยวจะขาย ได้เงินมาเท่าไรจะให้ทั้งหมดเลย ส่วนที่เหลือขอค่อยๆ ผ่อนนะครับ ผมก็เลยก้าวข้ามมาเป็น “ปอร์เช่ 993 เทอร์โบ” ซึ่งอยู่กับผมเกือบ 10 ปี ก็ถือว่าผมเป็นปอร์เช่แมนคนหนึ่งได้เหมือนกันนะ ด้วยการสนับสนุนของคุณวุฒา”สำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจโรงรถนั้นชญานินบอกว่า“เริ่มเข้ามาสัมผัสกับโรงรถจริงๆ ช่วงปลายยุค “ปอร์เช่ 930 เทอร์โบ” ของผม ช่วงนั้นผมมีความรู้สึกว่า ผมอยากจะมีช่างอยู่ในบ้าน ก็เลยคุยกับคุณพ่อว่าขอเอาช่างเข้ามาซ่อมรถในบ้านได้ไหม คุณพ่อก็ถามว่า เราจะจ้างเขาเหรอผมก็บอกว่าเปล่า ให้เขาเอารถข้างนอกเข้ามาซ่อมในบ้านเรา เขาจะได้ซ่อมรถผมให้มันดีไงคุณพ่อก็ไม่ว่าอะไร ซึ่งผมแปลกใจมาก ผมจึงชวนช่างตี๋มาอยู่ในบ้านเลย วันๆ ก็ขับรถลูกค้าเข้า-ออก แต่ถ้าว่างต้องทำรถผมนะ เราก็ไม่ต้องเสียค่าแรง จนมีคนแซวผมว่า เวลาแข่งรถต้องมีช่างตามมาด้วย จริงๆ หารู้ไม่ มันเป็นกุศโลบายของผมทั้งสิ้น อยากมีช่างอยู่ในบ้านโดยที่ไม่ต้องจ้างเขา เลยเอาที่ของคุณพ่อคุณแม่มาให้เขาซ่อมรถคนอื่น แล้วเราก็มีช่างคอยซ่อมรถเราตลอดเวลา เพราะเราเล่นรถเก่า มันก็เสียบ่อยเป็นธรรมดา

garage_life_vol1_the_garage02_005

จากนั้นผมก็เริ่มถมสนามหญ้า แล้วบอกกับช่างตี๋ว่า เราจะเริ่มทำโรงรถแล้วนะ ช่วงนั้น Garage Life เล่มแรกมันออกมาพอดี ตอนนั้นยังไม่ได้แต่งงานเลย ก็คิดว่าถ้าแต่งงานนะ แล้วมีบ้านของเราเอง เราจะต้องมีโรงรถแบบนี้ ก็เริ่มอิน สมัยก่อนหนังสือญี่ปุ่นจะลงลึกมาก อย่างเรื่องปอร์เช่ ถ้าลงรุ่นไหน ก็จะเป็นเรื่องของรุ่นนั้นทั้งเล่ม แล้วก็จะมีของแต่งแปลกๆ ผมเลยรู้สึกอินกับหนังสือญี่ปุ่น ถามว่าอ่านออกไหมอ่านไม่รู้เรื่องหรอก ดูรูปอย่างเดียวพอมาเจอหนังสือเล่มนี้ ก็เริ่มเทปูน กั้นห้องสร้างหลังคา กั้นที่จอดรถเดิม เอารูปมาติดแต่ว่าเราก็ทำได้ตามอัตภาพที่เรามีหลังจากนั้นก็แต่งงาน ภรรยาผมเป็นคนยุขึ้นนะ ช่วงนั้นบ้าขี่จักรยานกันมาก ไปเขาอีโต้ ไปขึ้นเขาลงห้วยก็ไปกับผมตลอด ขี่ทั้งเสือหมอบ ทั้งเสือภูเขา เวลาอยู่บ้านถ้าไม่มีอะไรทำร่วมกัน เขาก็จะอยู่ของเขา ผมก็จะไปหมกอยู่ในโรงรถ ซึ่งมองไม่เห็นกัน ผมเลยให้ภรรยาดูหนังสือเล่มนี้ บอกว่า ถ้าเรามีโอกาสปลูกบ้านเป็นของตัวเอง เราจะเอาโรงรถมาไว้ในบ้านดีมั้ย เราจะได้อยู่ใกล้กัน ภรรยาก็เห็นชอบด้วยบอกว่า ดีมากเลย เวลาคิดถึงยังมองไปแล้วเห็นตัว ยิ่งถ้าเรามีลูก ลูกจะได้ไม่รู้สึกว่าห่างไกล ไม่รู้ว่าพ่ออยู่บ้านหรือไม่อยู่

เหมือนอย่างทุกวันนี้ ซึ่งผมก็อยู่บ้าน ภรรยาก็อยู่บ้านเขาก็อ่านหนังสือของเขาไป ผมก็เล่นอยู่กับรถซึ่งมันไกลกันมาก ผมก็อยากให้มาอยูด้วยกันนั่นจึงเป็นที่มาแล้วเราก็มีโอกาสได้สร้างบ้านจริงๆ Garage Life เปรียบเสมือนคัมภีร์ที่สอนเราว่า โรงรถกับ บ้านต้อง contrast กันอย่างสิ้นเชิงนะ มันถึงจะเจ๋ง ซึ่งญี่ปุ่นเขาชอบนำโครงเหล็กมาประกอบกับบ้านแบบคันทรี ผมว่ามันเจ๋งดี แล้วยังมีแบบที่เป็นโครงมีสลิงแขวนดึงเหมือนสะพานหิ้วหลังคาไว้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ แล้ว คิดว่ามันไม่เวิร์กกับตัวบ้าน มันดูโดดเกินไป ผมเลยคิดว่า เราต้องทำเองแล้ว ก็เลยมานั่งคิดนั่งทำกับผู้รับเหมา จนได้โรงรถอยู่ข้างนอก ระหว่างที่กำลังทำโรงรถภรรยาผมก็พูดขึ้นมาว่า “ถ้าเธอจอดรถหมดแล้วเธอจะเก็บของไว้ที่ไหน” คือสมัยก่อนผมอยู่แค่ห้องนอนกับห้องนั่งเล่น อะไหล่รถมันก็อยู่เต็มทั้งสองห้อง ภรรยาเขาก็บอกว่า บ้านมันต้องเป็นบ้านนะ อะไหล่ก็ไปเก็บไว้ในที่ที่มันควรจะต้องเก็บ พอภรรยาทัก ผมก็เลยต้องทำชั้นลอยขึ้นมา เพื่อเก็บอะไหล่ในส่วนของเพดานโรงรถนั้น ผมมีความรู้สึกว่าอยากให้กันฝนได้ แต่ก็อยากได้แดดด้วยเพราะเราเป็นคนทำรถที่บ้าน เราอยากได้แสงธรรมชาติ แต่พอทำจริงๆ มันอยู่ไม่ได้ เพราะมันร้อนมาก ผมก็เลยแก้ปัญหาโดยเอาผนังห้องเย็นไปทำเป็นเพดานโรงรถ เราเลยได้โรงรถที่เย็น

garage_life_vol1_the_garage02_004

ภาพรวมของโรงรถในแบบที่ผมชอบคือ ผมอยากได้ความดิบแบบ Industry พอดีผมไปเจอน้องทีมหนึ่งเขาเพนต์อะไรก็ได้ให้กลายเป็นของเก่าทั้งหมดเลย ซึ่งถูกใจผมมาก ผมก็ติดต่อไปและชวนเขาเข้ามาดูบ้านแล้วบอกว่าเราอยากได้แบบไหนให้เขาทำมาให้เราดู พอทำมาถูกใจ ผมก็สั่งลุย คือผมอยากให้ผนังมันดูเหมือนเหล็กที่ขึ้นสนิม ตอนที่น้องเขาเริ่มเพนต์ผนังผมตกใจนะ เพราะมันต้องทาสีดำก่อน ก็ใจหายอยู่เหมือนกัน ภรรยาเดินกลับบ้านเห็นผนังเข้าก็อึ้ง ผมก็เอาน่าพยายามกัดฟันรอ ตอนช่วงนั้นผมไม่พูดถึงเรื่องโรงรถกับภรรยาเลย ชวนคุยเรื่องอื่นตลอด แต่น้องๆ เขาก็ทำเร็วมาก ผ่านไป 4 วันก็พอเห็นรูปร่างหน้าตาของผนังว่ามันเป็นยังไง ซึ่งภรรยาผมเขาก็ชอบ ผมก็บอกว่าเราไม่เคยรู้เลยว่าเธอชอบ เขาก็บอกว่าก็เธอไม่เคยถามนี่ว่าฉันชอบหรือไม่ชอบอย่างเรื่องผนังโรงรถเมื่อก่อนมันเป็นไม้ สีมันอ่อน รถมันก็จม รูปที่ติดก็จม ซึ่งผมหงุดหงิดมากแต่ด้วยความที่มันเป็นกิจกรรมที่ผมกับภรรยาทำร่วมกัน เรียงรูปมาด้วยกัน ผมก็ไม่กล้าที่จะแตะ แต่พอมาคิดดู เอาวะ เพื่อ Garage LifeThailand สั่งน้องๆ ลุยเลย ดึงสีให้มันเข้ม ขัดให้มันดูเก่าๆ หน่อย พอภรรยากลับมาเห็นเขาก็ว่า “ก็สวยดีนะ” เราก็ได้โอกาสชี้ให้ดูรูปที่เราเคยติด มันก็ดูเด่นขึ้นมาทันทีก็เลยได้บรรยากาศของผนังเหล็กผสมไม้

garage_life_vol1_the_garage02_006

อีกอย่างที่ผมอยากจะทำก็คือ ผมเป็นคนทำงานกลับบ้านก็ค่ำแล้ว เอาลูกเข้านอนเสร็จก็ 3-4 ทุ่มกว่าจะได้ลงมาเล่นอะไรของเราเอง ก็เลยอยากได้ไลท์ติ้งสวยๆ เผอิญผมไปเห็นงานของน้องคนหนึ่งเข้าแล้วชอบ เขาคือคนที่ทำไลท์ติ้งให้ฮาร์เลย์มิวเซียม ที่อเมริกา เรียนจบก็ทำงานอยู่ที่นั่น และเป็นคนมีความรู้เรื่องไลท์ติ้งมากๆ ผมเลยชวนเขามาทำไฟให้ บอกเฮ้ย…น้อง พี่อยากให้รถพี่มันโดดขึ้นมากว่านี้หน่อย เขาก็เดินไปเอาหลอดนีออนมาเรียงๆ มันก็โดดขึ้นมาทันที ดูเขาทำแบบง่ายๆ แต่มันใช่อย่างที่เราอยากได้ ก็เลยให้เขาทำไลท์ติ้งให้ ซึ่งก็ได้แสงที่สวยอย่างนี้พอทำมาได้ถึงขั้นนี้ ผมก็พอใจค่อนข้างมากทีนี้มันมีโรงรถหน้าบ้านที่เราตั้งใจว่าจะเป็นที่สำหรับจอดรถซึ่งใช้กันทุกวัน ภรรยาคันหนึ่งสามีคันหนึ่ง มาจอดตรงนี้แล้วเดินเข้าหน้าบ้านวันหนึ่งกลับมาบ้าน น้องๆ เขาทาสีดำเลยไปที่ผนังด้านนั้นแล้ว ภรรยาก็อึ้ง เดินเข้าบ้านไม่พูดอะไรสักคำเดียว ผมก็คิดในใจว่า ตายล่ะจะทำไงดี เราตกลงกันว่าจะเล่นกันแค่ในโรงรถของผม แต่น้องๆ บอกว่า เชื่อผมเถอะพี่ มันเจ๋ง จัดเต็มไปเลยพี่ ผมก็คิด เอา…เต็มก็เต็มภรรยาก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่บอกว่ามันไม่เยอะไปหน่อยเหรอ แต่มันก็สวยดีนะ

ผมก็เลยมานั่งคิด เออ ที่ออฟฟิศเรามีแผ่นรองใต้ท้องของเฟอร์รารี่ 355 อยู่ชุดหนึ่งนี่หว่า  ตอนเย็นพอเลิกงาน ผมก็เอาไปให้โรงกลึงกลึงขายึดให้เพื่อจะเอาไปขึ้นผนัง วันนั้นผมกลับบ้านเร็วหน่อยประมาณ4 โมงกว่า ชวนคนที่ออฟฟิศมาด้วย เอาเจ้าแผ่นรองเนี่ยขึ้นผนัง พอภรรยากลับมาประมาณ 6 โมงเดินผ่านแล้วหยุดเลยทีนี้ บอกว่า “สวยมาก”ผมโล่งเลยนะ ตอนแรกทุกคนในบ้านนี่เงียบหมดเอาแล้ว…งานเข้า แต่เธอบอกสวยมากๆ ถ้ามีไฟเพิ่มก็น่าจะดีนะ น้องๆ เลยบอกว่าจัดเลยพี่ผมเลยเล่นไลท์ติ้งเต็มที่อย่างที่เห็นสำหรับประตูโรงรถ ผมอยากได้แบบเลื่อนผมว่ามันเท่ดี แต่ดูหนังสือญี่ปุ่นมันจะเป็นประตูทึบเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมเลยสั่งไปที่อเมริกา แล้วเลือกแบบ วัดแบบ คุยเรื่องสีกับเขาเรียบร้อย แต่ตอนไปรับของที่ท่าเรือแทบเป็นลม ผมสั่งสีขาวเขากลับส่งสีเงินมาให้ ผมก็คิดว่าจะเอายังไงดีเนี่ยในที่สุดก็ต้องทน เพราะมันเป็นงาน “อะโนไดซ์”มาเป็นแผ่นเลย พอเริ่มได้ประตูมา ได้โครงข้างนอกพอเริ่มจอดรถ เราก็รู้สึกว่ามันจม ทุกอย่างที่ใส่เข้าไปมันจมหมด ก็เลยหยุด และหาโอกาสที่จะทำมันใหม่

garage_life_vol1_the_garage02_007

จนกระทั่งวันหนึ่งรถเริ่มเต็มบ้าน ผมก็เลยเอาลิฟต์เข้ามา แต่ลิฟต์สแตนดาร์ดมันใส่เข้าไปในโรงรถไม่ได้ ก็เลยสั่งทำมาคู่หนึ่ง ไซส์มันก็จะแคบและเตี้ยกว่าปกตินิดหน่อย เอาขึ้นสูงสุดแล้วก็ยังไม่โดนคาน พอได้ลิฟต์มา ภรรยาก็ตาโต“เธอทำอะไรของเธอเนี่ย” แต่พอเสร็จเขาก็ไม่ว่าอะไรผมว่า ความคิดของคนมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกสิ่งอย่างผมได้ไอเดียส่วนใหญ่มาจากหนังสือ Garage Life นะ ผมมีหนังสือ Garage Life ตั้งแต่เล่ม 1 ถึงเล่มปัจจุบันชญานิน เล่าความรู้สึกที่มีต่อหนังสือ Garage Life ให้เราฟังว่า“มันเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับผม สมัยก่อนเราดูโรงรถอเมริกัน มันจะต้องใหญ่ๆ หลังคาสูงๆต้องติดรูปบนผนัง ที่เหลือก็จอดรถเยอะเต็มไปหมด ซึ่งต้องใช้พื้นที่เยอะ พอมาเจอญี่ปุ่น บ้านญี่ปุ่นก็เล็กๆ แล้วเขายังสามารถเอาสิ่งของพวกนี้เข้าไปจัดเรียงได้อย่าง โอ้โฮ…เหลือเชื่อว่าเขาคิดได้ไง ทำได้ไง มันไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่ใหญ่โตแต่เราสามารถทำให้มันลงตัวได้ เรื่องความสูงหลังคาญี่ปุ่นเขาไม่ค่อยสนใจ ไซส์ปกติเขาก็ซอยเป็นสองชั้น แล้วเขาก็นั่งกับพื้น มันเป็นไอเดียที่บอกว่า จริงๆ แล้วมันทำได้หลายอย่างตามพื้นที่ซึ่งเรามีอยู่ถ้าเราให้คนมาออกแบบ เขาก็จะไม่มีวันเห็นภาพอย่างที่เราเห็น ของพวกนี้เราต้องทำเองเราแค่บอกเขาว่า เราอยากได้อะไร เขาแค่ทำในส่วนที่เราอยากได้ดีกว่า มันก็เลยต้องศึกษาซึ่งมันเป็นการใช้พื้นที่ได้อย่างน่าทึ่งและสำหรับชญานินแล้ว โรงรถไม่ได้เป็นแค่ที่จอดรถ แต่เป็นมากกว่านั้น

“ตั้งแต่สมัยที่อยู่บ้านคุณพ่อ คุณแม่แล้วเวลามีงานเลี้ยงญาติพี่น้อง ส่วนใหญ่เราก็จะนั่งดื่มกันในสถานที่แบบโอเพ่นแอร์ พอนั่งไปเรื่อยๆ ฝนตกเราก็มานั่งกันในโรงรถ มันก็เลยกลายเป็นกิจกรรมที่นั่งกันในโรงรถกันมาตลอดพอผมมีบ้านและมีพื้นที่ข้างนอก ถามว่าเพื่อนมาที 30-40 คน นั่งกันในบ้าน มันก็ไม่สะดวกเราก็เลยมานั่งกันที่โรงรถนี่แหละดังนั้น ตั้งแต่วันขึ้นบ้านใหม่มาจนถึงทุกวันนี้มีเลี้ยงทุกเลี้ยงก็จะจัดตรงโรงรถนี่แหละ ผู้หญิงเขาก็จะนั่งกันอยู่ข้างใน ผู้ชายก็จะนั่งกันอยู่ข้างนอก ก็เลยมานั่งคิดดูว่า ฟังก์ชันตรงนี้มันคืออะไร เป็นที่จอดรถในวันปกติก็ใช่ แต่เมื่อเราต้องการใช้พื้นที่ ตั้งโต๊ะหรืออะไร เพื่อรองรับคน 30-40 คน ตรงนี้มันก็เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมเวลาที่มีเพื่อนมา ผมก็เลยใช้ชีวิตอยู่ในโรงรถเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ”

GARAGE LIFE 37
บ้านหลังงามของคุณชญานินและคุณมิลินทร์ เทพาค

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.