All-New MG3 แฮตช์แบ็กที่ตอบโจทย์หนุ่มสาว Millennials และ Gen-Z

สีสันของรถ, เทคโนโลยี และรองรับการใช้งานที่หลากหลายกลายเป็นเหตุผลสำคัญของหนุ่มๆสาวๆ เจเนอเรชั่น Millennials และ Gen-Z ในการตัดสินใจเลือกซื้อรถสักคันหนึ่ง ทำให้หลังจากประสบความสำเร็จกับโมเดลก่อนที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว All-New MG3 แฮตช์แบ็กสไตล์ผู้ดีอังกฤษเลือกจะเดินตามไลฟ์สไตล์คนเจเนอเรชั่นใหม่ ด้วยการตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาภายใต้คอนเซ็ปต์ “We Are Fun-มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง”

สิ่งแรกที่ทำให้หลายคนสะดุดตา MG3 คงจะเป็นสีสันของตัวถังที่โดดเด่นกว่าแฮตช์แบ็กของแบรนด์อื่นๆ ในเมืองไทย โดยโมเดลใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เลือกดึงดูดความสนใจด้วยสีเหลือง Tudor Yellow และสีแดง Ruby Red จากทั้งหมดที่มีให้เลือก 5 โทนสี รวมทั้งใส่ออปชั่นหลังคาซันรูฟเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าใน 2 รุ่นบน (X และ V) ที่เหนือกว่ารถของคู่แข่งในเซกเม้นต์เดียวกัน

MG3 (1)

MG3 (3)

ภายใต้คอนเซ็ปต์หลัก Brit Dynamic ที่จะต้องมีในรถ MG ไลน์อัพปัจจุบัน All-New MG3 มีการปรับดีไซน์ภายนอกด้วยการใช้แรงบันดาลใจจากคอนเซ็ปต์คาร์ MG E-Motion ใส่กระจังหน้าใหม่ที่ออกแบบให้มีความพรีเมียมทันสมัย, สเกิร์ตข้างสีทูโทน, ด้านหลังเพิ่มสปอยเลอร์สไตล์สปอร์ต (เฉพาะรุ่น V), ไฟหน้าโปรเจ็กต์มีความโฉบเฉี่ยววัยรุ่นเสริมด้วยไฟส่องสว่างขณะขับขี่เวลากลางวัน Daytime Running Lights และไฟท้าย LED Light Guide โดยทั้งหมดยังสามารถรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่สืบทอดมายาวนานได้อย่างน่าชื่นชม

ดีไซน์ตัวรถถือว่าสอบผ่านหากมองที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้ง Millennials และ Gen-Z มาถึงภายในห้องโดยสารมีการอัพเกรดจาก MG3 รุ่นก่อนพอสมควร โดยแผงคอนโซลหน้าตกแต่งเส้นสายสีสันโมเดิร์นกราฟิก ระบบปรับอากาศอิเล็คทรอนิก ช่องแอร์ทรงกลมสไตล์เจ็ตเทอร์ไบน์ มีความกว้างขวางให้ความสบายทั้งคนนั่งแถวหน้า และแถวหลัง

MG3 (5)

แต่ถึงจะเป็นแฮตช์แบ็กที่มีสัดส่วนความกว้าง 1.72 เมตร, ความยาว 4.05 เมตร และความสูง 1.51 เมตร All New MG3 สามารถรองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่จันทร์-ศุกร์ ต้องสวมบทหนุ่มสาวออฟฟิศ ที่รอออกไปสนุกสุดเหวี่ยงในแบบ We Are Fun ช่วงสุดสัปดาห์ ทั้งเล่นกีฬา, กิจกรรมเอาท์ดอร์ หรือเที่ยวต่างจังหวัด หากไปแค่ 2 คน เบาะหลังที่สามารถปรับพับแยกแบบ 60:40 รองรับกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ และสัมภาระอื่นๆ ได้อย่างสบายไร้กังวล

อารมณ์ในการขับ MG3 รุ่นใหม่จะเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ที่ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะเหมือนที่อยู่ในรถครอสส์โอเวอร์ ZS ของพวกเขา โดยหากใช้ขับไปทำงานท่ามกลางสภาพจราจรหนาแน่นทั้งกรุงเทพฯ รวมทั้งจังหวัดใหญ่ๆ ของบ้านเราในปัจจุบัน กำลังสูงสุด 112 แรงม้า และแรงบิด 150 นิวตันเมตร เรียกว่าเกินพอ ทำให้เติมน้ำมันเต็มถัง 45 ลิตร วิ่งระดับ 500-600 กิโลเมตรได้สบายๆ หากเทียบจากอัตราประหยัดน้ำมันตามมาตรฐานอีโคสติกเกอร์ที่สูงถึง 15.9 กม./ลิตร (การทดสอบในสภาวะรวม) แถมรองรับน้ำมัน E85 ช่วยให้จ่ายน้อยลงไปอีก

การขับในเมืองด้วยการเป็นรถสไตล์แฮตช์แบ็กมีความคล่องตัวค่อนข้างสูง แต่เส้นทางทดสอบที่ทีมงาน MG เลือกให้ลองขับจากแยกราชประสงค์ ย่านชอปปิ้งของชาวเมืองหลวงจนถึงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำให้สัมผัสความแตกต่างของการขับในทุกรูปแบบได้ครบถ้วน

ช่วงแรกต้องฝ่าการจราจรที่วุ่นวายในเช้าวันทำงานของกรุงเทพฯ โดยพวงมาลัยพาวเวอร์ไฮดรอลิกที่มีน้ำหนักเบาทำให้เปลี่ยนเลนได้อย่างคล่องแคล่ว รวมทั้งรัศมีวงเลี้ยวที่แคบสุดเพียง 5.425 เมตร ทำให้การขับง่ายขึ้น ระบบช่วงล่างที่พวกเขาเรียกว่า European Tuning Suspension ด้านหน้าจะเป็นแบบ MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังแบบ Torsion Beam ค่อยๆ แสดงให้เห็นประสิทธิภาพมากขึ้นหลังจากเริ่มออกสู่ชานเมืองบนถนนพระราม 2 มุ่งหน้าสู่แยกวังมะนาว จังหวัดเพชรบุรี

MG3 (4)

ก่อนเส้นทางการขับจะเปลี่ยนสู่ถนนสายรองบริเวณฝั่งอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่จะมีโอกาสทดสอบอัตราเร่งของ All New MG3 ที่บอกได้เลยว่าดีกว่ารุ่นก่อนที่ใส่เกียร์ Selematic 5 จังหวะแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่มีการต้องรอรอบเครื่องหรือจังหวะเปลี่ยนเกียร์กระตุกขึ้น-ลงไปมา โดยเครื่องยนต์ DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH กับเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะที่อยู่ในโมเดลใหม่ตอบสนองได้รวดเร็วเมื่อต้องการแซง เรียกว่าขับออกต่างจังหวัดได้อย่างมั่นใจ

รวมถึงการนำระบบความปลอดภัยที่ MG เรียกว่า Synchronize Protection System ที่จะควบคุมการทำงานของ 8 ฟังก์ชั่นให้ประสานเป็นหนึ่งเดียวมาอยู่ในรถคันนี้ โดยประกอบด้วยระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-Lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution), ระบบเสริมแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist), ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) ทำให้เข้าโค้งอย่างมั่นใจ, ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System), ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) และระบบป้องกันการลื่นไถลเมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน MSR (Motor Control Slide Retainer) รวมทั้งโครงสร้างตัวถังนิรภัย USD (Ultimate Stiffness Design) พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า

MG3 (15)

พูดถึงเทคนิคมาพอสมควร แต่อย่างที่บอกว่า All New MG3 เลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นคนวัย 20-30 ต้นๆ หรือพวก Millennials/Gen-Z โดยออปชั่นที่ขาดไม่ได้เลยของคน 2 เจนฯนี้คือจะระบบเชื่อมต่อหรือ Car Connected โดยรุ่นท็อป V จะมีการติดตั้ง i-SMART ฟังก์ชั่นที่เชื่อมกับอินเทอร์เน็ต และระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย สามารถรวบรวมข้อมูลสำคัญ เพื่อแจ้งผู้ขับขี่ได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำมันเชื้อเพลิง, สภาพการทำงานของแบตเตอรี่, เครื่องยนต์, ระบบเบรก และแจ้งเตือนกรณีรถยนต์เคลื่อนที่ผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากการโจรกรรม เพียงแค่ดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นลงบนสมาร์ตโฟนของคุณ

นอกจากนี้ i-SMART ที่อยู่ใน All New MG3 มีการอัพเกรดแผนที่นำทางให้รองรับการใช้งานสะดวกมากขึ้นบนหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว โดยสามารถค้นหาร้านอาหาร และแนะนำเมนูอร่อยด้วยการใช้งานฟังก์ชั่น Wongnai (วงใน), การค้นหาโรงแรมผ่าน Agoda และการฟังเพลงออนไลน์ในแบบ Live Stream บนระบบคลาวด์ที่มีให้เลือกมากกว่า 1 ล้านเพลง ช่วยเติมเต็มความสนุกของตลอดการขับขี่โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบความซ้ำซากจำเจ

MG3 (24)

เรียกว่า All New MG3 ไม่ได้เป็นรถยนต์ที่ขายเพียงสมรรถนะการขับขี่เท่านั้น แต่รองรับไลฟ์สไตล์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการรถที่เป็นมากกว่ายานพาหนะนำไปสู่จุดหมาย แต่ต้องให้ความเพลิดเพลินในแบบ We Are Fun-มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง”

MG3 (14)

เรื่อง พูนทวี สุวัตถิกุล

ขอบคุณข้อมูล เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย)

Comments are closed.